somsiri's profile~✿ = s^o^m = ✿~PhotosBlogListsMore ![]() | Help |
|
~✿ = s^o^m = ✿~missed call.... miss u...
May 03 for uคิดไม่ถึงใช่มั๊ย
โชคชะตาเล่นตลกกับคนเราได้เสมอ และคราวนี้ก็ทำให้ฉันได้พบกับเธอ ทั้งๆ ที่ความเป็นจริงแล้วดูเหมือนไม่น่าจะเป็นไปได้ เธอเป็นความรัก ที่มาพร้อมกันลมร้อน และสายฝน ทำให้ฤดูที่หนาวเหน็บผ่านพ้นไป ทำให้ฉันสามารถร้องเพลงรักได้อีกครั้ง ทำให้จิตใจที่ว่างเปล่าถูกเติมเต็มขึ้นมา ความรู้สึกนี้อาจจะก่อตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว
ฉันไม่รู้ว่าวันข้างหน้าของเราจะเป็นยังไง มันเป็นอนาคตที่เราสองคนต้องร่วมกันสร้างขึ้น แต่วันนี้แค่ชั้นมีเธออยู่ตรงนี้
รู้ว่าเธอคือความรัก...แค่นี้ฉันก็มีความสุขเหลือเกินแล้ว คิดถึงเสมอนะคะ April 18 แง่มๆเฮ้ยพวกแกอ่ะ เข้ามาแล้วช่วยเม้นด้วยดิวะ ชั้นรู้นะว่าพวกแกเข้ามาอ่ะ
ไม่มีไรจะพูดมากละ พูดไปเย้อะละ
ทำงานเหนื่อยมากมาย แต่ก็หนุกดีอ่ะ พวแกล่ะเป็นไง
สุดท้ายก็ขอย้ำคำเดิมๆ
รักพวกแกทุกคนเลยว่ะ
ทั้งเพื่อนๆ cud38 แล้วก็เพื่อนๆ arts jap
แล้วก็.....(รู้กันๆ 555 หรือจะเซ็งดีวะ)
อย่าลืมเม้นๆกันบ้างนะเว้ยช้าหน่อยก็พยายามละกัน March 30 farewell partyจะบอกว่าเป็นวันที่รู้สึกเหนื่อยมากๆๆๆๆๆๆ
แล้วก็ดีใจมากๆๆๆๆๆๆด้วยที่ได้เจอกะเพื่อนๆ หลังจากที่ไม่ได้เจอกันมา 1 เดือน
แต่ก็เสียดายที่เพื่อนบางคนติดงานมาไม่ได้
ไม่เป็นไร ไว้นัดเที่ยวกันนะ
จริงๆ ก็เกือบจะเสียน้ำตาอีกละ ตอนกอดลากะพวกแกอ่ะ
ขอโทษที่เพิ่งมาอัพเอาตอนนี้นะ
ตอนแรกว่าจะอัพตั้งแต่เรียนจบ
แต่ด้วยความขี้เกียจเล็กน้อย เลยไม่ได้อัพ
อยากจะบอกกะทุกคนว่าขอบคุณมากๆสำหรับ
เวลา 4 ปีที่แสนสนุก
ความห่วงใย ความช่วยเหลือ และความจริงใจที่ให้กัน
ความเป็นเพื่อนที่ไม่คิดว่าจะได้รับในชีวิตมหาลัย
รอยยิ้ม เสียงหัวเราะ น้ำตา อ้อมกอด คำพูดที่คอยห่วงใย ฯลฯ...ของพวกแก
ชั้นจะไม่มีวันลืม มันจะเป็นความทรงจำที่มีค่าของชั้น
ถึงจะไม่ค่อยได้เจอกัน
ถึงบางคนจะไปทำงานที่ต่างจังหวัด
แต่ชั้นเชื่อว่ะว่าเราจะได้พบกันอีกแน่นอน
และเมื่อถึงเวลานั้นพวกเราคงมีเรื่องมาเล่าสู่กันฟังมากมายแน่ๆ เนอะ
"โชคดีนะ...เพื่อน"
December 14 Phukradung trip : บันทึกภูกระดึง8 ธันวาคม 2549
วันนี้เป็นวันที่เราตื่นเต้นสุดๆ เพราะตอนเย็นก็จะได้ไปภูกระดึงที่ไฝ่ฝันมานาน จากที่ปีที่แล้วต้องมีเหตุให้tripของพวกเราล้มเลิกไป เราไปที่ท่ารถกันตอนหลังเลิกเรียน แต่รถก็ดันมาออกช้ากว่ากำหนดการซะนี่ เล่นเอาเซ็งไปพักใหญ่กลัวว่าจะไปถึงช้า,ขึ้นภูไม่ทัน,หาที่กางเต๊นท์ไม่ได้ ฯลฯ แต่พอไปถึงจริงก็เร็วกว่าที่คิดไว้เยอะเลย 9 ธันวาคม 2549
พอมาถึงที่ผานกเค้าตอนประมาณตี4กว่าๆ เราก็ได้สัมผัสกับคำว่า "ฤดูหนาว" เป็นครั้งแรกตั้งแต่เริ่มเข้าเดือนตุลา และอีกเรื่องคือเป็นครั้งแรกในชีวิตที่เราได้เห็นอาชีพที่เรียกว่า "ลูกหาบ" ชื่ออาชีพที่ฟังดูเหมือนจะน่ารักนี้ แต่จริงๆ แล้วไม่ใช่เลย มันเป็นอาชีพที่ต้องใช้กำลังกาย+ใจเป็นที่สุด แถมพอดูคนที่หาบแต่ละคนแล้วอายุก็คงจะน้อยกว่าพ่อกับแม่เรานิดเดียวเท่านั้น เวลาที่เห็นพวกเขาหาบของขึ้นเขา เราก็ได้แต่คิดว่า "ถ้าครั้งหน้าได้มาที่นี่อีกชั้นจะไม่ เอาของมาเยอะเด็ดขาด" แต่อย่างไรก็ตามเราว่าอาชีพนี้เป็นอาชีพที่น่าทึ่งจริงๆ
พอได้เห็นทางที่เริ่มขึ้นภูก็ แบบว่า..โห..จอร์จ..ไม่มีคำบรรยายจริงๆ "ไอ้นี่ทางคนเดินแน่เรอะ ชัน(ตู๊ด)" แต่ก็ยังเดินอย่างบ้าระห่ำต่อไป ชอบมากๆ โดยเฉพาะตอนที่เริ่มเข้าเขตที่ต้องปีนหน้าผา เป็นอะไรที่แบบชีวิตเด็กกรุงอย่างเราไม่มีทางได้สัมผัสง่ายๆ แน่ สนุกสุดบรรยายอ่ะ เมื่อยแต่ก็สนุก พอนับเวลาตอนขึ้นถึงยอดภู เจมกะปุ๊กใช้เวลา4ชม. เรา4ชม.ครึ่ง(เถลไถลอยู่) ส่วนเป้ เต้ โมใช้เวลาประมาณ5ชม.ครึ่งได้ แล้วพอขึ้นไปถึงไอ้เราก็คิดว่าจะรีบกางเต้นท์ แล้วนอนพักซักงีบ แต่ไม่ใช่อย่างนั้นค่ะ กว่าจะถึงที่ศูนย์บริการนักท่องเที่ยวต้องเดินทางราบไปอีกเกือบ4กิโล "..............." และก็เพราะด้วยความเหนื่อยนี่แหละเลยทำให้ทั้งวันจบลงด้วยกายนอนพักและไม่ไปไหน ทั้งๆ ที่อุตส่าห์เดินขึ้นมาถึงยอดภูตั้งแต่ประมาณเที่ยงๆ แต่ก็หมดแรงตายซะก่อน เล่นเอาเดินไม่เป็นเลย เข่าล้ามากๆ หมดวันไปซะงั้นแหละ แต่มีเต้แค่คนเดียวที่ยังมีแรงเดินไปดูพระอาทิตย์ตก3โล ซูฮกจริงๆ 10 ธันวาคม 2549
วันนี้ตื่นตอนประมาณตี4ครึ่งเพื่อเดินไปดูพระอาทิตย์ขึ้นที่ผานกแอ่น ไปกลับประมาณ3โล และด้วยความที่ไม่เคยได้สัมผัสอากาศหนาวๆอย่างนี้บ่อยนักแต่ละคนก็ใส่เสื้อกันไปคนละ3-4ชั้น โมกะปุ๊กก็แบกผ้าห่มไปคนละผืน เราได้ชื่นชมความงามของพระอาทิตย์ขึ้นเป็นครั้งแรก เพราะปกติแล้วก็จะตื่นมาตอนที่พระอาทิตย์มาอยู่บนหัวซะแล้ว แต่ขากลับนี่สิพอแสงของพระอาทิตย์ได้สัมผัสถูกตัว เท่านั้นแหละต่อมเหงื่อก็เริ่มทำงานทันที จากแทนที่จะได้เดินกลับอย่างสบายๆ กลายเป็นว่าต้องมาแบกเสื้อกันหนาวและ ผ้าห่มกองโต "...............- -" หลังจากกินข้าวเช้ากันเรียบร้อยก็เตรียมออกเดินทางไปผาหล่มสัก เต้พูดไว้ตั้งแต่วันมาว่า "ถ้ามาภูกระดึงแล้วไม่ได้ไปหล่มสักก็เหมือนมาไม่ถึงภูกระดึง" และด้วยสปิริตเข่าที่แสนล้า ดิชั้นยอมไปค่ะ เอาให้คุ้ม ตอนแรกปุ๊กให้เปอร์เซ็นต์ว่า ไม่ไป90-ไป10 แต่สุดท้าย10%ของปุ๊กก็ชนะจนได้ การเดินทางของพวกเราจึงเริ่มต้นขึ้นโดยที่โมกะเป้ไม่ได้ไปด้วย ป้ายบอกทางเขียนไว้ว่า "ผาหล่มสัก 9,200กม." และด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ของอะฮั้นเอง
เต้ : แกๆไปซื้อน้ำเตรียมไว้เถอะเดินทางไกลนะ ปุ๊ก : ยังไงก็ได้ เจม : อือได้ๆ แต่เดี๋ยวละกันของเข้าห้องน้ำก่อน ส้ม : ไม่ต้องหรอกมั๊งแกเดี๋ยวไปซื้อเอากลางทางดีกว่าตั้งเกือบ10โล แบกกันหน้ามืดแน่ๆ มันน่าจะมีร้านขายของอยู่กลางทางบ้างแหละ เพื่อนๆ เริ่มคล้อยตามความคิดเรา แต่เต้ก็ยังรอบคอบด้วยการที่ยังไงก็จะซื้อน้ำเตรียมไว้ ทว่าหลังจากที่รอ เจมเข้าห้องน้ำทุกคนก็ลืมเรื่องซื้อน้ำซะสนิท กลางทางเราก็ได้สังเกตถึงความแปลกอย่างนึง
ส้ม : แกๆทำไมทุกคนเค้ามีข้าวกล่องกันด้วยวะ หรือเค้าคงอยากปิกนิคกลางทางมั๊ง
และพวกเราก็ได้รู้ว่าตลอดระยะทางเกือบ10กิโลถึงหล่มสักนั้น 2ข้างทางมีเพียงแค่ ทุ่งหญ้า, ต้นสน, เนิน, ทางลาด ร้านขายของกลางที่คิดไว้แต่แรกนั้น...ไม่มี...แม้แต่เงา ด้วยความกระหายน้ำสุดที่จะทนไว้ได้มีทางเดียวคือไปถึงจุดหมายให้เร็วที่สุด เราทุกคนจึงใช้เวลาเดิน"ถึงหล่มสัก"เพียง"3ชั่วโมง" ได้
ส้ม : ชั้นเข้าใจละ...ว่าทำไม...คนเค้าถึงเอา.....ข้าวกล่องมากั....น..........(หมดลม)
จากนั้นพวกเราก็หยุดดูพระอาทิตย์ตกที่ผาจำศีล และเดินกลับที่พัก รวมระยะทางที่เดินทั้งวันได้ประมาณ20โลกว่าๆ หรืออาจมากกว่านั้น
11 ธันวาคม 2549
วันนี้ต้องตื่นตั้งแต่ตี3เพื่อไปเข้าคิวรอลูกหาบ และเดินลงภูให้ถึงก่อนบ่ายครึ่งซึ่งเป็นเวลาที่รถจะออกเดินทางไปกรุงเทพ ไม่ว่าก็ต้องคิดว่าขาลงจะต้องสบายกว่าตอนขึ้น แต่สำหรับเราไม่ล่ะ เราชอบตอนขึ้นมากกว่าเพราะตอนลงมันไม่ใช่ทางเดินธรรมดาๆน่ะสิ แต่มันเป็น"หน้าผา" ทางทั้งชันแถมพื้นก็ยังเป็นดินร่วนๆ ไม่ต้องบอกก็รู้ว่ามันย่อมต้องลื่นแน่นอน และถ้าก้าวพลาดเพียงนิดก็อาจจะถลาลงไปได้ แถมพวกเราเปรี้ยวกันน่าดู เรา เจม เป้ ปุ๊ก เดินถอดรองเท้าลงภูกันค่า 555 แต่รู้สึกว่าพอถอดรองเท้าเดินแล้วจะเดินได้ดีกว่านะ หุหุ อยากเห็นสภาพเท้าหลังลงจากภูไปดูที่รูปนะ พวกเราใช้เวลาประมาณ3ชม.ลงจากภูและเมื่อมองย้อนกลับขึ้นไปทุกคนก็พูดเป็นเสียงเดียวกัน "(ตู๊ด)ลงมาได้ไงวะ!!" สลับกับตอนขึ้นที่จะพูดว่า "(ตู๊ด)ขึ้นมาได้ไงวะเนี่ย!!!" หลังจากที่มีเหตุการณ์สัมภาระมาช้ากว่ากำหนดก็เล่นเอาพวกเรานั่งไม่ติดกันเลยทีเดียวกลัวว่าจะเสียค่ารถฟรีซะแล้ว แต่สุดท้ายพวกเราก็ขึ้นรถได้ทันเวลา และกลับถึงกทม.อย่างสวัสดิภาพ อยากจะลองมานั่งนับเหมือนกันว่าตั้งแต่วันแรกที่มา เดินกันไปทั้งหมดกี่กิโล แต่ก็ขี้เกียจนับอ่ะ จากการเที่ยวครั้งนี้ก็เป็นประสบการณ์อะไรที่น่าจดจำให้กับชีวิตเราเพิ่มมาอีกอย่างนึง ตราบใดที่เรายังมีลม หายใจ ก็จะขอท่องเที่ยวไปเรื่อยๆ ล่ะ อยากจะไปเห็นสิ่งแปลกๆ ใหม่ๆ อีก ยิ่งได้เที่ยวก็ยิ่งได้รู้ว่าโลกมันช่างกว้าง
กว่าที่เราคิดมากนัก จริงๆนะ คราวหน้าไปทีลอซูกันนะ 555
ปล. 1. น้ำหนักเราขึ้นมา2โลว่ะเพื่อนๆ
2. เราแอบชอบหนุ่มที่นั่งเบาะหน้าตอนขากลับว่ะ 3. หน้าลอกอ่ะ spf50 เอาไม่อยู่ May 24 trip with friends @ Kamphaengphet หุหุ เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมาได้ไปงานบวชเต้ที่กำแพงเพชร มีเป้ โม โหน่ง เจม นัท แล้วก็เรา ส่วนต้นกะเต้ก็รอต้อนรับอยู่ที่กำแพง จริงๆเราว่าเราจะหาเรื่องเที่ยวด้วยล่ะม๊าง อิอิ ตอนไปพ่อเราให้เงินมาแค่ 500 บาท โหจอร์จมากอ่ะแค่ค่ารถไปกลับก็ปาไป 600 นิดๆเข้าไปแล้ว ยังมีค่าอาหารอีกล่ะ แถมแม่ยังมาพูดอีกว่า "เดี๋ยวนี้เที่ยวเก่งจริงนะเราน่ะ" แหมฝึกงานมาตั้ง 2 เดือนก็ขอไปเที่ยวให้สะใจหน่อยเถอะค่า ปีนี้เป็นสุดท้ายที่จะมีปิดเทอมใหญ่แล้วด้วย ปีหน้าก็ต้องทำงานละ แค่นึกก็เซ็งแล้วอ่ะ
ชอบที่กำแพงเพชรมากเลยอ่ะ อากาศดี+เย็นแล้วก็สงบ รู้สึกเหมือนได้มาพักผ่อนอย่างเต็มที่เลย แต่เสียอย่างเดียวที่ช่วงนี้ฝกตกทุกวันถึงจะไม่หนักก็เหอะ ชอบตอนที่ไปอุทยานประวัติศาสตร์จังหวัดกำแพงเพชรด้วย(ต้นโปรโมทเต็มที่55+)ได้เป็นมรดกโลกเชียวนะ ถึงความรู้สึกจะเหมือนไปอยุธยา แต่ดูๆไปก็จะแยกออกได้ว่าการสร้างใช้ศิลปะที่ต่างกันที่นี่จะออกไปทางศิลปะสมัยสุโขทัย เริ่มเข้าเรื่องวิชาการอีกละ 555 เอาเหอะๆ สรุปว่าเที่ยวครั้งนี้สนุกสุดๆ อยากอยู่ต่อหลายๆวันเหมือนกัน มันทำให้ลืมเรื่องที่ไม่สบายใจไปได้บ้างเหมือนกัน ได้พักใจ หุหุ เสี่ยวอีกละ ขอบคุณโหน่งที่คอยดูแลว่ะ555++ผู้ชายคนเดียวแท้ๆ แต่ต้องมาดูแลผู้หญิงบ้าๆตั้งหลายคน 555555+++++
ปิดเทอมนี้ได้ไปเที่ยวหลายที่เลยทั้ง ปราณบุรี เชียงใหม่ ระยอง เกาะเสม็ด แล้วก็กำแพงเพชร (ไม่รวมที่เที่ยวในกทม.นะ) รู้สึกโลกภายนอกนี่มันกว้างจริงๆนะ ยังมีอะไรอีกหลายอย่างที่เรายังไม่เคยเห็น ปีนี้ก็เป็นปีสุดท้ายของการเป็นนักศึกษาแล้วยังไงก็ขอใช้ให้คุ้มล่ะ มีอีกตั้งหลายที่ๆอยากไปแต่ยังไม่เคยได้ไป ยังไงปีนี้ก็ต้องไปภูกระดึงให้ได้!!!เนอะเพื่อนๆ
สู้ตาย backpacker!!!
ปล.1. พวกเรานี่อึดกันจริงๆเลยว่ะ ตากฝนกันตลอด 3 วัน แต่ไม่เป็นไรเลยอ่ะ ไม่มีไข้ด้วย ถึกจริงๆ!!!!555++
2. กล้องเราไม่ได้เจ๊งว่ะพ่อเราบอกว่ามันแค่ชื้นเฉยๆ ก็เล่นตากฝนซะขนาดนั้นมันเลยเปิดเองได้ แต่ตอนนี้มันใช้ได้เหมือนเดิมแล้วว่ะ นึกว่าต้องเอาไปซ่อมซะแล้ว โล่งอก
3. กลับมาน้ำหนักขึ้นด้วย ไม่อยากจะพูด TTwTT April 12 p-song's trip!!! เมื่อวันเสาร์อาทิตย์ที่ผ่านมาในที่สุดกลุ่มเราก็ได้ไปเที่ยวต่างจังหวัดกันพร้อมหน้าซะที ดีใจมากๆเลยอ่ะ เสียดายที่อยู่ได้แค่2วัน แต่ก็ไม่เป็นไรเพราะไงอย่างน้อยเราก็ได้ใช้เวลาร่วมกันอย่างเต็มที่ช่ายม๊า เหอๆ
พอไปถึงบ้านพักของแป้มสิ่งแรกที่ต้องทำก็คือ"ทำความสะอาด"สุดยอดเหนื่อยเลยอ่ะ ฝุ่นแบบว่าหนามากๆ แล้วก็มีอยู่ทุกตารางเซ็นติเมตร เหงื่อตกสุดชีวิต พอทำความสะอาดเสร็จก็ไปกินข้าวเย็นกันที่ตลาดหัวหิน อาหารตาเพียบหนุ่มน่ารักเยอะมั่ก เหอๆๆๆ
สุดท้ายอยากบอกว่าไม่รู้เราจะมีโอกาสได้ไปเที่ยวกันแบบนี้อีกรึเปล่า บางทีอาจจะเป็นตอนที่พวกเราทำงานแล้วก็ได้ แต่เที่ยวคราวนี้สนุกมากจริงๆ 10ปีแล้วนะที่เราคบกันมาอ่ะแล้วไม่ว่าเวลาจะผ่านไปอีกซักกี่ปีเราก็ยังรักพวกแกเสมอ ^^
April 01 เรื่องอ่านเล่นเอาอะไรเน่าๆมาให้อ่านกันอีกแล้วจ้า
ผู้หญิงคนนึงเคยถามตัวเองหลายครั้งว่าคนๆนี้รึเปล่านะเป็นคนที่เธอเฝ้ารอมานานแสนนาน วันคริสต์มาสในปีนั้นเธอได้ออกไปเที่ยวกับเขา แสงไฟจากต้นคริสต์มาสที่เรียงรายอยู่หน้าห้างสรรพสินค้าในระแวกนั้นสร้างความตื่นตาตื่นใจกับเธอได้ไม่น้อยเลย แต่มันไม่ใช่เพียงแค่นั้นหรอก คริสต์มาสปีนี้ไม่เหมือนปีก่อนๆที่เคยผ่านมา ปีนี้เธอมีคนๆนึงที่พิเศษกว่าเพื่อนธรรมดาเดินอยู่ข้างๆเธอด้วย และด้วยความเขินอายตามประสา เธอได้แต่เดินก้มหน้า ไม่กล้าแม้แต่จะหันไปมองหน้าเขาด้วยซ้ำแต่ภายในใจของเธออัดแน่นด้วยความสุขอย่างเต็มเปี่ยมที่เขาอาจจะไม่รู้เลย เพราะจากท่าทีที่ดูเฉยเมยของเธอ แต่ถ้าลองสังเกตดูดีๆก็จะรู้ว่าเธอเดินยิ้มอยู่ตลอดเวลาเชียวล่ะ "ฉันไม่น่าพูดแบบนั้นออกไปเลย ทำไมฉันต้องทำลายบรรยากาศดีๆระหว่างเราด้วย" และด้วยความรู้สึกที่ไม่สามารถจะทนเก็บไว้ได้อีก เธอเดินนำหน้าเขาเพราะต้องการจะหลบไม่ให้เห็นน้ำตาที่ไหลออกมา ทุกอย่างตรงหน้าเธอดูเบลอๆไปหมดเพราะน้ำจากตาที่ไหลไม่ยอมหยุด และในทันใดนั้นเธอก็รู้สึกถึงสัมผัสที่มือขวาของเธอ เขาเดินมากุมมือเธอไว้ แล้วยื่นมืออีกข้างมาเช็ดน้ำตาให้เธอ แต่แทนที่เธอจะหยุดร้องไห้ มันกลับกลายเป็นว่าทำให้เธอร้องไห้หนักกว่าเดิม ไม่เคยมีใครทำกับเธอเช่นนี้มาก่อนมันทำให้เธอรู้สึกว่า"เธอมีความสำคัญ" เวลาที่มีเรื่องอะไรที่ไม่สบายใจ ท้อใจ หรือเสียใจ เกี่ยวกับเรื่องของเขา เธอจะนึกถึงเรื่องราวในวันคริสต์มาส แปลก...ที่เธอสามารถกลับมายิ้มได้อีกครั้ง แม้แต่ตัวเธอเองก็ไม่สามารถบอกได้ว่าทำไม "ทำไมฉันถึงไม่ได้เรื่องอย่างนี้นะ" แค่ขอให้ฉันได้ห่วงใยเธอ... แค่นั้นก็เพียงพอแล้วที่ฉันต้องการ... เธอคงไม่รู้หรอกว่าฉันมีความสุขแค่ไหนเวลาที่อยู่กับเธอ...
ความรักบางทีก็ไม่ต้องการอะไรเป็นสิ่งตอบแทน
written by somchan 1 april 2006
November 27 คืนสู่เหย้าชาว cud : the satit chula retrospective night วันเสาร์ที่ 26 พฤศจิกายน 2548 ไปงานคืนสู้เหย้าชาว "cud" มาล่ะ กลุ่มเราก็มาไม่ครบอีกเช่นเคยคับท่าน ขาดอ้อม กะปั๊บง่ะ ได้เจอเพื่อนๆแล้วตื่นเต้นมากเลยอ่ะ เหมือนกะว่าไม่ได้เจอกันมานานมากๆ เลยอ่ะ แต่ละคนดูดี เป็นผู้ใหญ่ขึ้นทั้งนั้นเลย พอมองดูตัวเองก็แบบนะ เหมือนเดิมเลยอ่ะไม่ค่อยจะมีพัฒนาการกะเค้าเล้ย แถมผิวเราที่ดำจากการไปค่ายอาสาก็ยังไม่ขาวขึ้นซะทีพอถ่ายรูปกะเพื่อนปุ๊บ โอ้โห หมองมากๆ แต่ก็มีบางคนบอกว่าเราดูดีขึ้นนะ อิอิ
แต่นะที่สงสัยที่สุดก็คือรุ่นเรา cud38 ไปกันเยอะมากๆ อ่ะ รู้สึกจะไปกันเยอะกว่าตอนเลี้ยงรุ่นอีกมั๊งเนี่ย 555 ขำดี ดีใจนะที่ได้เจอกะเพื่อนๆ อีก รู้สึกเหมือนกับว่าแต่ละคนก็จะมีทางเดินของตัวเอง มีจุดมุ่งหมาย ความฝันในวันข้างหน้ากันหมดแล้ว แต่ถึงทุกคนจะเป็นผู้ใหญ่ขึ้นยังไง ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปอีกซักกี่ปีทุกคนก็ยังเป็นเพื่อน cud38 คนเดิมที่โตมาด้วยกัน เรายังจำภาพเก่าๆ ที่เราเคยวิ่งเล่นกันมาตั้งแต่สมัยประถมได้เหมือนเพิ่งผ่านมาเมื่อวานนี้เอง อยากบอกว่า
"รัก cud 38 มากๆค่ะ" October 29 บันทึกค่ายอาสา : 20-27 ตุลาคม 254820 ตุลาคม 2548
วันนี้เป็นวันแรกของการมาค่ายอาสา เรากำลังมุ่งหน้าไปยังจุดหมาย "เกาะช้าง" ฉันเห็นท่าทางแต่ละคนดูจะไม่ตื่นเต้นนัก รวมทั้งฉัน สิ่งที่ฉันกังวลมากที่สุดตอนนี้คือ ฉันจะเข้ากับคนอื่นๆ ได้รึเปล่าเท่านั้น เพราะมีหลายคนทีเดียวที่ฉันไม่เคยเห็นหน้ามาก่อน
การมาค่ายครั้งนี้สบายกว่าที่ฉันคิดไว้มาก ตอนแรกฉันนึกว่าเราจะต้องนั่ง"รถโป๊งชึ่ง" (เบญเป็นคนเรียก) มากันซะอีก แต่ตรงกันข้าม พวกเรานั่งรถแอร์ที่ค่อนข้างจะหนาวของวิทยาเขตมา
วิว 2 ข้างทางเป็นภาพที่ฉันไม่คุ้นเคยกับในกรุงเทพนัก มันต่างกันจนอาจจะเรียกได้ว่า "ฟ้ากับดิน" จริงๆ
22 ตุลาคม 2548
พอมาถึงเกาะช้างโทรศัพท์ของฉันก็เหลือแต่เพียงเสาอากาศประดับหน้าจอเท่านั้น ไม่มีคลื่นเลยซักขีด แต่ค่ายนี้สนุกมากจริงๆ ชาวบ้านรวมทั้งครูที่ร.ร.นี้ก็น่ารักและ ใจดีมากๆ และการมาครั้งนี้ฉันก็ได้รู้อีกว่า การจะมาค่ายอาสาจะอาศัยแค่ความคะนอง หรือเพื่อนๆ ชวนกันมาอย่างเดียวไม่ได้ แต่เราต้องมีความตั้งใจจริงๆ ที่จะทำ เพราะค่ายอาสาจริงๆ แล้วไม่ได้ง่ายอย่างที่คิด มันต้องใช้ทั้งแรงกาย และแรงใจอย่างที่สุด
ฉันได้ทำงานตั้งแต่ในครัวยังไปถึงคนงานก่อสร้าง บางทีก็ปรับอารมณ์ตามไม่ทันเหมือนกัน 555 ได้รู้จักรุ่นพี่ เพื่อนๆ และรุ่นน้องอีกหลายคน ทุกคนน่ารักและขยันมากๆ ถึงแม้บางคนจะตัวเล็ก แต่ก็ยังมีความพยายามจนคนตัวใหญ่บางคนยังต้องนับถือจริงๆ นี่สินะที่เขาเรียกว่า "เล็กพริกขี้หนู" อย่างเบญ และเด็กบัญชีที่ชื่อ กุ๊กกุ
อยู่ที่นี่ฉันได้กินอาหารระดับภัตตาคารแทบทุกมื้อ ทุกวัน ไม่ว่าใครก็ตามถ้าบอกว่ามาค่ายอาสาล่ะก็ต้องนึกถึงอาหารการกินที่ค่อนข้างจะขาดแคลน ไม่ก็รสชาดแย่ แต่ที่นี่ไม่ใช่ค่ะ พี่ป๊อกที่เป็นพ่อครัวใหญ่ทำอาหารเก่งมากๆ ทั้งๆ ที่เค้าเป็นผู้ชายแท้ๆ ผิดกับผู้หญิงอย่างฉันที่ทำอะไรก็ไม่ค่อยจะเป็น ทำให้ฉันได้คิดว่า ไม่ว่าเราจะเกิดมาเป็นเพศอะไรก็ตามเราก็สามารถทำได้ทุกอย่าง มันอยู่ที่ว่าเราจะทำมันรึเปล่าเท่านั้น
24 ตุลาคม 2548
วันนี้ฉันเริ่มเขียนบันทึกอีกครั้ง จริงๆแล้วฉันไม่รู้ด้วยซ้ำว่าวันนี้เป็นวันอะไร ที่เท่าไหร่ ฉันต้องหันไปถามเบญก่อนจะเริ่มเขียน เพราะอยู่ที่นี่ฉันไม่ได้ติดตามข่าวสาร เรื่องราวที่เกิดขึ้นในแต่ละวันเลย พอรู้ตัวอีกทีก็ผ่านมาถึงวันที่ 5 แล้ว เวลาผ่านไปเร็วมากจริงๆ ฉันยังจำถึงวันที่มาที่นี่เป็นครั้งแรกได้อย่างชัดเจน "ร.ร.อยู่บนเกาะช้าง" ฉันนึกภาพทะเลสวยๆ ที่อยู่ไม่ไกลจากร.ร.นัก น้ำทะเลสีเขียวมรกต หาดทรายสีขาว เสียงผู้คนกำลังวิ่งเล่นกันอย่างสนุกสนาน แต่ความเป็นจริงที่ได้เห็นตรงกันข้ามกับที่ฉันคิดไว้ทุกอย่าง มันเป็นร.ร.ที่อยู่ท่ามกลางหุบเขา ตอนแรกฉันก็รู้สึกผิดหวังเล็กๆ เหมือนกัน แต่พอได้มาอยู่ที่นี่จริงๆ ฉันกลับชอบบรรยากาศที่ล้อมรอบไปด้วยภูเขาที่มีต้นไม้ปกคลุมอยู่จนมองไม่เห็นพื้นดินที่เงียบสงบแห่งนี้มากกว่าบรรยากาศทะเลที่ครึกครื้นเสียอีก
แต่การมาค่ายครั้งนี้ก็ไม่ใช่ว่าจะราบรื่นตลอด เราต้องเจอกับอุปสรรคที่ไม่สามารถจะหลีกเลี่ยงได้ "ฝน" ฝนตกแต่ละครั้งจะหนักและ นานมากๆ การทำงานของพวกเราจึงชะงักไปโดยปริยาย ฉันคาดว่ากว่าจะสร้างเสร็จคงจะเลยวันที่กำหนดเอาไว้แน่ๆ พวกเราอาจจะไม่ได้ไปเที่ยวทะเลอย่างตอนที่วางแผนไว้แต่แรกก็ได้
27 ตุลาคม 2548
วันนี้เป็นวันสุดท้ายของค่ายอาสาแล้ว ฉันรู้สึกใจหายอย่างบอกไม่ถูก ไม่ใช่ว่าฉันไม่คิดถึงพ่อกับแม่นะ ฉันคิดถึงท่านเสมอ แต่ว่าฉันใจหายที่จะต้องจากกับทุกคน ทั้งๆ ที่พวกเราเริ่มจะสนิทกันมากแท้ๆ แต่อย่างที่เค้าว่ากันนั่นล่ะ "ไม่มีงานเลี้ยงใดไม่เลิกรา" ถึงจะเป็นเวลาเพียงไม่กี่วัน แต่เรื่องราว และประสบการณ์ทุกอย่างมันยังเป็นภาพที่ชัดเจนอยู่ในใจฉันจนถึงตอนนี้
ภาพตั้งแต่พวกเราได้พบกัน
เริ่มทำความรู้จัก
ช่วยเหลือกันด้วยความมุ่งมั่นเดียวกัน
นั่งทำแผลให้กัน
ทำอาหารด้วยกัน
หัวเราะ เฮฮาด้วยกัน
ดีใจด้วยกันเมื่อเห็นสิ่งที่พวกเราร่วมแรงร่วมใจกันทำได้เป็นรูปเป็นร่างขึ้นมา
ถึงตอนนี้อยากขอบคุณพี่ๆ เพื่อนๆ น้องๆ ทุกคน ที่มอบมิตรภาพดีๆให้กันตลอด 8 วันที่ผ่านมา ขอบคุณที่ทำให้การมาค่ายอาสาครั้งนี้เต็มไปด้วยความสุข และอบอุ่นอย่างที่สุด ทำให้ฉันรู้สึกราวกับว่าช่วงเวลานั้นเหมือนโลกในความฝัน แต่ถึงตอนนี้จะได้เวลากลับสู่โลกความเป็นจริง ถึงเปิดเทอมเราจะไม่ค่อยได้เจอกัน แต่ฉันก็จะไม่ลืมทุกคนแน่นอน
มีหลายคนถามฉันว่าจะไปทำไมค่ายอาสา ไม่กลัวลำบากหรอ ฉันสามารถตอบได้อย่างทันทีเลยว่า "ฉันไม่กลัวเลยซักนิด" ฉันเคยบอกแล้วว่ามันเป็นความฝันของฉันไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น จะดีหรือจะร้าย ฉันก็จะไม่เสียใจที่ฉันได้ลองทำมันซักครั้ง แต่ฉันจะเสียใจมากกว่าถ้าไม่เคยได้ลองทำมันเลย ฉันได้มีโอกาสที่จะทำอะไรเพื่อคนอื่นบ้าง ฉันไม่เคยรู้สึกเสียใจกับการมาค่ายครั้งนี้เลย แผลทุกแผลที่ได้มาฉันก็ได้มาด้วยความภูมิใจ (เริ่มบ้าละ 555) และสิ่งที่ได้รับกลับมามันก็มีค่าทางจิตใจมากอย่างไม่สามารถบรรยายออกมาเป็นคำพูดได้จริงๆ
ขอบคุณเบญ เจมส์ เต้ เพื่อนๆเด็กสาระ เพื่อนๆบัญชี น้องๆ 5 โจ๋เรนเจอร์ พี่ๆปี 4 น้องจอย น้องพี พี่ป๊อก พี่บอส อาจารย์ และที่สำคัญขอบคุณชาวบ้านและ อ.ทุกๆ ท่านด้วยค่ะ
ปล. ทะเลที่นี่สวยมากๆ จริงๆ อากาศก็สดชื่น อิอิ นี่เป็นส่วนนึงของไดอารี่ที่เราเขียน แต่ไม่ได้เขียนทุกวันนะ ไม่ค่อยมีเวลา เหอๆ
written by somchan
|
|
|||||
|
|