somsiri's profile~✿ = s^o^m = ✿~PhotosBlogListsMore Tools Help

Blog


    December 14

    Phukradung trip : บันทึกภูกระดึง

    8 ธันวาคม 2549
         วันนี้เป็นวันที่เราตื่นเต้นสุดๆ เพราะตอนเย็นก็จะได้ไปภูกระดึงที่ไฝ่ฝันมานาน จากที่ปีที่แล้วต้องมีเหตุให้trip
    ของพวกเราล้มเลิกไป เราไปที่ท่ารถกันตอนหลังเลิกเรียน แต่รถก็ดันมาออกช้ากว่ากำหนดการซะนี่ เล่นเอาเซ็งไปพักใหญ่กลัวว่าจะไปถึงช้า,ขึ้นภูไม่ทัน,หาที่กางเต๊นท์ไม่ได้ ฯลฯ แต่พอไปถึงจริงก็เร็วกว่าที่คิดไว้เยอะเลย
     
    9 ธันวาคม 2549
         พอมาถึงที่ผานกเค้าตอนประมาณตี4กว่าๆ เราก็ได้สัมผัสกับคำว่า "ฤดูหนาว" เป็นครั้งแรกตั้งแต่เริ่มเข้าเดือนตุลา
    และอีกเรื่องคือเป็นครั้งแรกในชีวิตที่เราได้เห็นอาชีพที่เรียกว่า "ลูกหาบ" ชื่ออาชีพที่ฟังดูเหมือนจะน่ารักนี้ แต่จริงๆ แล้วไม่ใช่เลย มันเป็นอาชีพที่ต้องใช้กำลังกาย+ใจเป็นที่สุด แถมพอดูคนที่หาบแต่ละคนแล้วอายุก็คงจะน้อยกว่าพ่อกับแม่เรานิดเดียวเท่านั้น เวลาที่เห็นพวกเขาหาบของขึ้นเขา เราก็ได้แต่คิดว่า "ถ้าครั้งหน้าได้มาที่นี่อีกชั้นจะไม่
    เอาของมาเยอะเด็ดขาด" แต่อย่างไรก็ตามเราว่าอาชีพนี้เป็นอาชีพที่น่าทึ่งจริงๆ
         พอได้เห็นทางที่เริ่มขึ้นภูก็ แบบว่า..โห..จอร์จ..ไม่มีคำบรรยายจริงๆ "ไอ้นี่ทางคนเดินแน่เรอะ ชัน(ตู๊ด)" แต่ก็ยัง
    เดินอย่างบ้าระห่ำต่อไป ชอบมากๆ โดยเฉพาะตอนที่เริ่มเข้าเขตที่ต้องปีนหน้าผา เป็นอะไรที่แบบชีวิตเด็กกรุงอย่างเราไม่มีทางได้สัมผัสง่ายๆ แน่ สนุกสุดบรรยายอ่ะ เมื่อยแต่ก็สนุก
         พอนับเวลาตอนขึ้นถึงยอดภู เจมกะปุ๊กใช้เวลา4ชม. เรา4ชม.ครึ่ง(เถลไถลอยู่) ส่วนเป้ เต้ โมใช้เวลาประมาณ5
    ชม.ครึ่งได้ แล้วพอขึ้นไปถึงไอ้เราก็คิดว่าจะรีบกางเต้นท์ แล้วนอนพักซักงีบ แต่ไม่ใช่อย่างนั้นค่ะ กว่าจะถึงที่ศูนย์บริการนักท่องเที่ยวต้องเดินทางราบไปอีกเกือบ4กิโล "..............."
         และก็เพราะด้วยความเหนื่อยนี่แหละเลยทำให้ทั้งวันจบลงด้วยกายนอนพักและไม่ไปไหน ทั้งๆ ที่อุตส่าห์เดิน
    ขึ้นมาถึงยอดภูตั้งแต่ประมาณเที่ยงๆ แต่ก็หมดแรงตายซะก่อน เล่นเอาเดินไม่เป็นเลย เข่าล้ามากๆ หมดวันไปซะงั้นแหละ แต่มีเต้แค่คนเดียวที่ยังมีแรงเดินไปดูพระอาทิตย์ตก3โล ซูฮกจริงๆ
     
    10 ธันวาคม 2549
         วันนี้ตื่นตอนประมาณตี4ครึ่งเพื่อเดินไปดูพระอาทิตย์ขึ้นที่ผานกแอ่น ไปกลับประมาณ3โล และด้วยความที่ไม่
    เคยได้สัมผัสอากาศหนาวๆอย่างนี้บ่อยนักแต่ละคนก็ใส่เสื้อกันไปคนละ3-4ชั้น โมกะปุ๊กก็แบกผ้าห่มไปคนละผืน เราได้ชื่นชมความงามของพระอาทิตย์ขึ้นเป็นครั้งแรก เพราะปกติแล้วก็จะตื่นมาตอนที่พระอาทิตย์มาอยู่บนหัวซะแล้ว แต่ขากลับนี่สิพอแสงของพระอาทิตย์ได้สัมผัสถูกตัว เท่านั้นแหละต่อมเหงื่อก็เริ่มทำงานทันที จากแทนที่จะได้เดินกลับอย่างสบายๆ กลายเป็นว่าต้องมาแบกเสื้อกันหนาวและ ผ้าห่มกองโต "...............- -" 
         หลังจากกินข้าวเช้ากันเรียบร้อยก็เตรียมออกเดินทางไปผาหล่มสัก เต้พูดไว้ตั้งแต่วันมาว่า "ถ้ามาภูกระดึงแล้ว
    ไม่ได้ไปหล่มสักก็เหมือนมาไม่ถึงภูกระดึง" และด้วยสปิริตเข่าที่แสนล้า ดิชั้นยอมไปค่ะ เอาให้คุ้ม ตอนแรกปุ๊กให้เปอร์เซ็นต์ว่า ไม่ไป90-ไป10 แต่สุดท้าย10%ของปุ๊กก็ชนะจนได้ การเดินทางของพวกเราจึงเริ่มต้นขึ้นโดยที่โมกะเป้ไม่ได้ไปด้วย
         ป้ายบอกทางเขียนไว้ว่า "ผาหล่มสัก 9,200กม." และด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ของอะฮั้นเอง

               เต้ : แกๆไปซื้อน้ำเตรียมไว้เถอะเดินทางไกลนะ
               ปุ๊ก : ยังไงก็ได้
               เจม : อือได้ๆ แต่เดี๋ยวละกันของเข้าห้องน้ำก่อน
               ส้ม : ไม่ต้องหรอกมั๊งแกเดี๋ยวไปซื้อเอากลางทางดีกว่าตั้งเกือบ10โล แบกกันหน้ามืดแน่ๆ มันน่าจะมีร้าน
    ขายของอยู่กลางทางบ้างแหละ
     
         เพื่อนๆ เริ่มคล้อยตามความคิดเรา แต่เต้ก็ยังรอบคอบด้วยการที่ยังไงก็จะซื้อน้ำเตรียมไว้ ทว่าหลังจากที่รอ เจมเข้าห้องน้ำทุกคนก็ลืมเรื่องซื้อน้ำซะสนิท กลางทางเราก็ได้สังเกตถึงความแปลกอย่างนึง
     
               ส้ม : แกๆทำไมทุกคนเค้ามีข้าวกล่องกันด้วยวะ หรือเค้าคงอยากปิกนิคกลางทางมั๊ง
     
         และพวกเราก็ได้รู้ว่าตลอดระยะทางเกือบ10กิโลถึงหล่มสักนั้น 2ข้างทางมีเพียงแค่ ทุ่งหญ้า, ต้นสน, เนิน, ทางลาด ร้านขายของกลางที่คิดไว้แต่แรกนั้น...ไม่มี...แม้แต่เงา ด้วยความกระหายน้ำสุดที่จะทนไว้ได้มีทางเดียวคือไปถึงจุดหมายให้เร็วที่สุด เราทุกคนจึงใช้เวลาเดิน"ถึงหล่มสัก"เพียง"3ชั่วโมง" ได้
     
              ส้ม : ชั้นเข้าใจละ...ว่าทำไม...คนเค้าถึงเอา.....ข้าวกล่องมากั....น..........(หมดลม)
     
         จากนั้นพวกเราก็หยุดดูพระอาทิตย์ตกที่ผาจำศีล และเดินกลับที่พัก รวมระยะทางที่เดินทั้งวันได้ประมาณ20โลกว่าๆ หรืออาจมากกว่านั้น
     
    11 ธันวาคม 2549
         วันนี้ต้องตื่นตั้งแต่ตี3เพื่อไปเข้าคิวรอลูกหาบ และเดินลงภูให้ถึงก่อนบ่ายครึ่งซึ่งเป็นเวลาที่รถจะออกเดินทางไป
    กรุงเทพ ไม่ว่าก็ต้องคิดว่าขาลงจะต้องสบายกว่าตอนขึ้น แต่สำหรับเราไม่ล่ะ เราชอบตอนขึ้นมากกว่าเพราะตอนลงมันไม่ใช่ทางเดินธรรมดาๆน่ะสิ แต่มันเป็น"หน้าผา" ทางทั้งชันแถมพื้นก็ยังเป็นดินร่วนๆ ไม่ต้องบอกก็รู้ว่ามันย่อมต้องลื่นแน่นอน และถ้าก้าวพลาดเพียงนิดก็อาจจะถลาลงไปได้ แถมพวกเราเปรี้ยวกันน่าดู เรา เจม เป้ ปุ๊ก เดินถอดรองเท้าลงภูกันค่า 555 แต่รู้สึกว่าพอถอดรองเท้าเดินแล้วจะเดินได้ดีกว่านะ หุหุ อยากเห็นสภาพเท้าหลังลงจากภูไปดูที่รูปนะ
         พวกเราใช้เวลาประมาณ3ชม.ลงจากภูและเมื่อมองย้อนกลับขึ้นไปทุกคนก็พูดเป็นเสียงเดียวกัน "(ตู๊ด)ลงมาได้
    ไงวะ!!" สลับกับตอนขึ้นที่จะพูดว่า "(ตู๊ด)ขึ้นมาได้ไงวะเนี่ย!!!" 
        
    หลังจากที่มีเหตุการณ์สัมภาระมาช้ากว่ากำหนดก็เล่นเอาพวกเรานั่งไม่ติดกันเลยทีเดียวกลัวว่าจะเสียค่ารถฟรีซะแล้ว แต่สุดท้ายพวกเราก็ขึ้นรถได้ทันเวลา และกลับถึงกทม.อย่างสวัสดิภาพ อยากจะลองมานั่งนับเหมือนกันว่าตั้งแต่วันแรกที่มา เดินกันไปทั้งหมดกี่กิโล แต่ก็ขี้เกียจนับอ่ะ
        
         จากการเที่ยวครั้งนี้ก็เป็นประสบการณ์อะไรที่น่าจดจำให้กับชีวิตเราเพิ่มมาอีกอย่างนึง ตราบใดที่เรายังมีลม
    หายใจ ก็จะขอท่องเที่ยวไปเรื่อยๆ ล่ะ อยากจะไปเห็นสิ่งแปลกๆ ใหม่ๆ อีก ยิ่งได้เที่ยวก็ยิ่งได้รู้ว่าโลกมันช่างกว้าง
    กว่าที่เราคิดมากนัก จริงๆนะ คราวหน้าไปทีลอซูกันนะ 555
     
    ปล. 1. น้ำหนักเราขึ้นมา2โลว่ะเพื่อนๆ
         2. เราแอบชอบหนุ่มที่นั่งเบาะหน้าตอนขากลับว่ะ
         3. หน้าลอกอ่ะ spf50 เอาไม่อยู่